fbpx
วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 19, 2022
หน้าแรกEventsGenius Academy ว่าด้วยเรื่อง DNA และ BMC

Genius Academy ว่าด้วยเรื่อง DNA และ BMC [Day1]

Genius Academy โครงการที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมกิจการจากทั่วประเทศที่ถูกคัดเลือกจากโค๊ชชั้นนำ เพื่อต่อยอดกิจการในแต่ละด้าน ที่กิจการต้องการต่อยอดสิ่งที่ทำอยู่ หรือ อยากจะทำให้ไปสู่เป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น

สาระรีฟ ได้มีโอกาสถูกคัดเลือก เป็น 180 ทีมเพื่อเข้าเรียนอบรมในโครงการนี้ โดยสาระรีฟได้เข้าเรียนในรุ่นที่ 3 หรือเรียกย่อๆ ว่า GA3 ซึ่งบทความนี้จะมาเล่าเรื่องว่าในวันแรก ที่ได้อบรมแบบทรหด ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.30 จนสมองบวม Genius Academy สอนอะไรบ้างในวันนี้ (23/08/64)

ช่วงเช้า (09.00 – 12.00)

Genius Academy GA3 แนะนำรุ่นพี่

เริ่มต้นวันแรก กิจการทุกคนจะต้องเข้าเช็คชื่อกันก่อน 09.00 หากมาสายกว่านั้นจะมีคะแนนที่ทางโครงการจะมีการหักคะแนน ทุกท่านที่อ่านอยู่คงจะสงสัยว่าคะแนนเอาไปทำอะไร คะแนนดังกล่าวจะส่งผลต่อการจัดลำดับการสนับสนุนต่อยอดจากโครงการ ตั้งแต่ต่อยอดออกแบบผลิตภัณฑ์ การพาไปออกงานเทศกาลทั้งในไทย และต่างประเทศ ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนได้ดีตลอดโครงการจะมีโอกาสได้รับสิทธิ์นั้นเท่านั้น

ปีนี้เป็นปีแรก ที่ต้องเรียนผ่านโปรแกรม Zoom เนื่องจาก Covid-19 ซึ่งทางสาระรีฟ ได้มีโอกาสเข้าร่วมก็เป็น Genius Academy รุ่นที่ 3 (เขามี 2 รุ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว) โดยในช่วงเช้าจะเป็นการนำกิจการจากแต่ละรุ่นที่ประสบความสำเร็จ มาเล่ากิจการของตนเองว่าต่อยอดไปถึงใหน ซึ่งมีกิจการที่มาเล่าอยู่ 3 ท่าน โดยแต่ละท่านทำกิจการแตกต่างกัน

  • กิจการด้านเทคโนโลยีทันตกรรม ซึ่งเป็นกิจการที่ตอนนี้ขยายไปทั่วโลก โดยผ่านการต่อยอดการสร้างแบรนด์ระดับ DNA ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนในคลาสของรุ่นที่เรียนอยู่
  • กิจการด้านการจัดกิจกรรมด้วยลูกโป่ง ซึ่งทำทางด้านการออกแบบบูธนิทรรศการต่างๆ ด้วยการนำลูกโป่งมาใช้ โดยกิจการนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้ไปออกบูทที่ อเมริกา
  • กิจการที่ทำด้านการกำจัดหนูและแมลง โดยเป็นกิจการที่ทำอุปกรณ์ดักจับหนู โดยเน้นกลุ่มลูกค้าจำพวกร้านอาหาร หรือ​ โรงงานที่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบโดยเฉพาะ

ช่วงบ่าย (13.00 – 16.00)

Genius Academy GA3 โค๊ชยอด - สาระรีฟ การตลาดบ้านๆ

ในช่วงบ่ายก็จะเป็นช่วงที่อาจารย์ฉัตรชัย ระเบียบธรรม (โค๊ชยอด) โค๊ชชิ่งที่เชี่ยวชาญในเรื่องการสร้างแบรนด์ระดับ DNA ซึ่งเป็นโค๊ชที่คนที่เคยเรียนมักจะขนานนามว่าโหดมาก ซึ่งโหดนี้น่าจะมาจากกว่าที่จะได้การออกแบบแบรนด์ต้องเจาะในเชิงรายละเอียดมากมาย ตั้งแต่จุดแข็งที่ต้องลิสมา 100 จุดแข็งแล้วเจาะในระดับรายละเอียดจนได้ ประโยคสั้นๆ ที่บอกถึงทุกจุดแข็ง

แต่ละกิจการที่ผ่านเข้ารอบลึกๆ จะต้องเลือกโค๊ชประจำบ้านในการให้คำปรึกษา ซึ่งอาจารย์ยอดจะเป็นหนึ่งในหัวหน้ากลุ่มด้านการสร้างแบรนด์ คนที่เข้ากลุ่มนี้จะต้องออกแบบแบรนด์ในระดับ DNA ซึ่งสามารถสรุปคร่าวๆ ที่สาระรีฟ ได้เรียนมาประมาณนี้

CASE STUDY

ส่วนนี้จะเป็น กรณีศึกษาของกิจการที่ออกแบบแบรนด์ระดับ DNA ที่อาจารย์ยอดได้นำมาให้กิจการได้เห็นว่าแต่ละกิจการ ว่าจะเป็นทุกวันนี้ เขาออกแบบแบรนด์มาจากอะไร ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของการออกแบบแบรนด์นี้คือ วิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งส่วนนี้จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในทิศทางที่องค์กรวางใว้ โดยตัวอย่างของกิจการที่เอามาให้ดูมีประมาณนี้

  • โอ้กะจู๋ กิจการของไทยที่สร้างมาจากสวนผักที่ต้องการบอกรักแม่ จนขยายสาขาไปทั่วประเทศ โดยเน้นขายสินค้าผักสลัด ให้ผู้รับประทานสามารถทานอาหารที่สดของร้าน
  • Beyond Meat สินค้าที่ไม่ได้ทำเนื้อจากพืช แต่ออกแบบมาเพื่อบอกว่าอาหารจากพืชไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ซึ่งสนับสนุนการรักษาทรัพยากรโลกให้ยั่งยืน
  • Xiaomi ที่ออกแบบโดยวางวิสัยทัศน์ว่า สิ่งที่พระเจ้าสร้างมา อะไรที่ยังไม่ถูกสร้างเขาจะทำต่อให้เอง จึงนำมาซึ่งสินค้าที่ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่ของใช้ในบ้าน ยันอุปกรณ์มือถือ

หลักการออกแบรนด์ด้วยวิธี IN – HOW TO – OUT

หลักการนี้เป็นการออกแบบ โดยเริ่มจากแต่ละจุดที่ต่างกัน แบรนด์แต่ละแบรนด์ดังๆ ที่เขาสร้างให้คนจดจำสามารถอธิบายการเริ่มต้นได้จากวิธีนี้ โดยสาระรีฟ จะมาอธิบายให้ทุกท่านได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าเรื่องพวกนี้ เอาไปใช้กันยังไง

  • IN จะเป็นส่วนที่บอกถึง DNA ว่า ณ ตอนนี้ตัวเองมีจุดแข็งอะไรบ้าง สิ่งนี้จะช่วยให้การเริ่มต้นสร้างแบรนด์จะใช้เงินน้อยลงหากเราใช้สิ่งที่มีอยู่ทุกวันนี้ให้เกิดประโยชน์ เช่น มีที่ดินจากบรรพบุรุษ เป็นญาติกับคนดัง เป็นต้น
  • HOW TO ส่วนนี้จะมามองถึงว่าการจะไปยังเป้าหมาย นั้นต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นที่กิจการ จะต้องออกแบบกิจกรรมต่างๆ เพื่อไปยังเป้าหมายที่ตั้งใว้
  • OUT ส่วนนี้จะอธิบายถึงผลลัพธ์ หรือ เป้าหมาย (Goal) ว่าสิ่งที่กิจการอยากจะได้ หรือ อยากจะเป็นหน้าตาเป็นแบบใหน

ทั้ง 3 ส่วนการสร้างแบรนด์สามารถเริ่มจากจุดใดก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาจาก In ก่อนเสมอ จะมาจาก How to ที่เราอาจจะมีวิธีไปถึงเป้าหมาย แล้วค่อยเข้ามาดูว่าตัวเองมีอะไรบ้าง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น อันนี้ก็จะเป็นการเริ่มสร้างแบรนด์ด้วยวิธี How to – In – Out ซึ่งแปลว่ากิจการต่างๆ ก็มีรูปแบบการสร้างแบรนด์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่า แบรนด์เหล่านั้นออกแบบมาอย่างไร

ช่วงเย็น (16.00 – 18.00)

ช่วงสุดท้ายของวันก็จะมาต่อด้วยอาจารย์ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ (โค๊ชปิ๊ก) ซึ่งเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแผนธุรกิจสมัยใหม่ (Business Model) โดยโค๊ชปิ๊กจะมาเล่าว่า กิจการที่ดีจะต้องออกแบบแผนธุรกิจยังไงแล้วใช้เครื่องมืออะไรในการออกแบบธุรกิจให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า

เครื่องมือที่โค๊ชปิ๊ก ได้เอามาแบ่งปันนี้ก็จะมีอยู่หลักๆ ที่จะใช้ในการออกแบบแผนธุรกิจ

Business Model Canvas

เครื่องมือนี้จะเป็นเครื่องมือที่ออกแบบแผนธุรกิจของกิจการ โดยมีทั้งหมด 9 ช่อง ซึ่งหากกิจการออกแบบแผนการทำธุรกิจของกิจการเสร็จในเครื่องมือนี้ จะช่วยให้กิจการและคนที่เข้ามาร่วมด้วย เข้าใจในตัวธุรกิจแบบทะลุปรุโปร่งได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่าน 9 ช่อง ซึ่งแต่ละช่องสาระรีฟ จะมาอธิบายคร่าวๆ ว่ามีอะไรบ้าง

  • Customer Segment ส่วนนี้จะระบุว่ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการคือใคร เราจะระบุในช่องนี้แทน
  • Value Proposition สำหรับส่วนนี้จะบอกว่า กลุ่มเป้าหมายเรา เขาได้คุณค่าอะไรจากการที่เขาต้องมาซื้อหรือใช้บริการของกิจการเรา
  • Customer Relationship สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เมื่อเข้ามาใช้บริการแล้ว จะสร้างตวามสัมพันธ์อย่างไรให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง
  • Channels สินค้าและบริการของเราจะส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าผ่านข่องทางใหนบ้าง
  • Revenue Stream ส่วนนี้จะมาต่อยอดในส่วนที่ สินค้าหรือบริการส่งมอบแล้ว กิจการจะได้รายได้มาจากทางใหนบ้าง
  • Key Resources สำหรับหัวข้อนี้จะมาต่อยอดในส่วนของการจะทำสินค้าหรือบริการนี้ เราจะต้องมีทรัพยากรอะไรบ้างในการเริ่มกิจการนี้
  • Key Activity เมื่อมีทรัพยากรแล้วคงจะขาดไม่ได้คือ ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ไปถึงเป้าหมายที่วางใว้
  • Partners สุดท้ายกิจการทำด้วยตัวคนเดียวอาจจะลำบาก หากมีคู่ค้ามาช่วย เราจะมีใครดี ที่มาแบ่งคุณค่าหรือกำไรด้วยกัน

Value Proposition

สำหรับเครื่องมือนี้จะต่อยอดในส่วนของ BMC ว่า สิ่งที่เราออกแบบเป็นสิ่งที่มอบประโยชน์ให้ลูกค้าได้มากน้อยแค่ใหนละ หากคุณค่าที่เราจะมอบ เป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้มองว่าเป็นคุณค่าที่เขาอยากได้ ก็อาจจะส่งผลให้สินค้าหรือบริการที่เราจะออกมา อาจจะไม่ตอบโจทย์กับความต้องการตลอดก็เป็นได้ ดังนั้นเครื่องมือนี้จะช่วยมาต่อยอดในส่วนของสิ่งที่เราจะทำ และสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ เป็นสิ่งเดียวกันไหม โดยเครื่องมือนี้จะมีอยู่ 2 ฝั่งดังนี้

  • ฝั่งลูกค้า จะเป้นส่วนที่จะบอกว่า ลูกค้าต้องทำอะไรบ้างในสิ่งเดิมๆที่เขาเคยเป็น (Customer Jobs) โดยที่สิ่งเหล่านั้นเขารู้สึกไม่สะดวกสบายอะไร (Pain) สุดท้ายเขาอยากให้แก้อะไร (Gain)
  • ฝั่งกิจการ เมื่อมีฝั่งลูกค้าแล้ว เราก็จะมาออกแบบฝั่งเรากันบ้าง โดยเริ่มจากเราจะทำสินค้าหรือบริการอะไรละ (Products & Services) ซึ่งสิ่งที่เราจะทำนั้นมีบริการอะไรภายในบ้างที่เราจะมอบให้ลูกค้า (Pain Relivers) สุดท้ายสิ่งที่มอบให้ลูกค้า เราคาดว่าจะช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายยังไง (Gain Creators)

7 คำถามประเมินศักยภาพ Business Model

สำหรับหัวข้อสุดท้ายก็จะเป็น 7 คำถามเพื่อที่ให้กิจการสามารถตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่ออกแบบใว้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์กับความต้องการตลาดในอนาคตหรือไม่ ยิ่งตอบโจทย์ ก็จะช่วยให้เราได้รู้ว่า โอกาสที่เราจะอยู่รอด ไม่ล้มหายตายจากไประหว่างทางก็น้อยลง โดยแต่ละคำถามจะมีการใส่คะแนนระหว่าง 1- 10 ซึ่งคำถามเหล่านั้นสาระรีฟ จะมาสรุปสั้นให้ดังนี้

  • สิ่งที่เราทำสร้างคุณค่าใหม่แค่ใหน
  • สิ่งที่เราทำลูกค้าจะเปลี่ยนใจมาใช้ของเรายากไหม
  • สิ่งที่เราทำเหนือกว่าคู่แข่งแค่ใหน
  • ต้นทุนที่เรามีเหนือกว่าคู่แข่งหรือเปล่า
  • เราสามารถขายซ้ำลูกค้าเดิมได้ยากง่ายแค่ใหน
  • เราปกป้องคู่แข่งได้ยากง่ายแค่ใหน
  • เงินที่จะได้รับ เราจะได้ก่อนลูกค้าใช้ หรือหลังลูกค้าใช้ แล้วกว่าจะได้เงินนานไหม
  • สิ่งที่เราทำสามารถขยายกิจการได้เร็วแค่ใหน

สิ่งเหล่าคือหัวข้อแรกที่บอกให้ว่า เนื้อหาสุดยอด เต็มไปด้วย Exclusive ที่หาได้ยากมาก ยิ่งกิจการที่อยุ่ต่างจังหวัด โอกาสจะได้รับรู้องค์ความรู้นี้ยิ่งน้อยมาก ซึ่งกิจการทั้ง 180 กิจการจากทั่วประเทศที่ถูกคัดเลือกจากกิจการที่สมัครมาร่วมกว่า 500 กว่าที่ ก็จะมีโอกาสได้รับรู้เนื้อหานี้ตลอดทั้งโครงการ ซึ่งสาระรีฟบอกเลยว่าเป็นหลักสูตรที่เรียนโหดมาก เรียนติดต่อกัน 6 วัน แล้วพัก แล้วเรียนต่อกันแบบนี้ 3 รอบ แถมต้องทำการบ้านทุกวันส่ง เพื่อที่เก็บคะแนน แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้ก็คือ กิจการที่เข้ามาเรียนนั่นเอง สุดท้ายกิจการแข็งแกร่ง ประเทศก็จะแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจตามมานั่นเอง

ติดตามหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี้ได้ต่อเลยนะครับ

สุดท้ายแล้ว หากใครอยากถาม หรือพูดคุย Add Line (คลิ๊ก) หรือ ทัก Chat Facebook (คลิ๊ก) แล้วแต่สะดวกได้เลย มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ หวังว่าเนื้อหานี้คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่า สาระรีฟ คืออะไรสามารถอ่านได้ ที่นี่เลยครับ สาระรีฟ.com ส่วนนี้จะอธิบายว่าบทความต่าง ๆ ที่จะมาแชร์กันมีเรื่องอะไรกันบ้าง หวังว่าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

Sharif Densumite
Sharif Densumitehttp://www.sararif.com
Chief Executive Officer - Has Order Co, Ltd.
RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments