fbpx
วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 19, 2022
หน้าแรกSocial MediaFacebookFacebook Campaign จุดเริ่มต้นการยิง ADS

Facebook Campaign จุดเริ่มต้นการยิง ADS [EP2]

Facebook Campaign โครงสร้างเริ่มต้นของการยิงโฆษณา Facebook ที่ทางผู้ที่ยิงโฆษณาต้องทำการระบุวัตถุประสงค์ของการยิงโฆษณาก่อน ระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งทาง สาระรีฟ ได้เขียนบทความไปก่อนหน้านี้ ในเรื่องของการยิงโฆษณา Facebook ต้องเริ่มจากการตั้งเป้าหมายก่อน และ ต้องทราบถึงโครงสร้างของ โฆษณา Facebook ก่อน

การเลือก Facebook Campaign ที่ต่างกัน ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของตัวโฆษณาที่ยิงไปด้วย ว่าจะปัง หรือ จะร่วง โดยในหัวข้อนี้จะมาแบ่งปันกันถึงวิธีการเลือกแคมเปญอย่างไร ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์กับสิ่งที่เราต้องการจากการยิงโฆษณาเหล่านั้น

ก่อนจะเริ่มการเลือกแคมเปญนั้น ขั้นตอนแรกจะต้องทำการระบุวัตถุประสงค์ของสิ่งที่จะยิงโฆษณาก่อนว่าอยากได้อะไรจากการยิงโฆษณา ซึ่งจะช่วยให้ทาง Facebook เองได้นำสิ่งที่เราต้องการ ไปบริหารจัดการงบประมาณในการยิงให้ตรงกับเป้าหมายเหล่านั้นครับ

อารมณ์ประมาณว่า หากเราจะจ้างคนทำเก้าอี้สักตัว โดยที่เราอยากเอาไปใช้ในการนั่งงีบสบาย ๆ แต่เราดันไปบอกคนทำเก้าอี้ว่า ช่วยทำเก้าอี้ให้สักตัวหน่อยเอาแบบนั่งสบาย ๆ แต่เราดันไปเลือกคนทำเก้าอี้แบบอาร์ท ๆ สวยงามนั่งสบาย แต่ถ้านั่งนาน ๆ คงจะไม่ค่อยสบาย คิดว่าคนทำจะทำเก้าอี้ จะทำออกมาในรูปแบบใหนครับ?

เก้าอี้ที่ได้ ก็จะได้แบบนั่งสบายเหมือนกันครับ แต่เราอยากได้เก้าอี้ที่ทำงานได้นาน ๆ ง่วงหน่อยก็งีบ กลับกลายเป็นเก้าอี้ที่ได้มา ดันได้ผลลัพธ์ไม่คุ้มซะงั้น การเลือกแคมเปญก็เหมือนกันครับ เลือกผิดประเภท ถึงแม้จะโพสเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้เท่าใหร่นัก

โครงสร้างของวัตถุประสงค์ของ Facebook Campaign นั้นจะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ

  • Awareness เป็นส่วนที่เราต้องการให้คนเห็นโฆษณาเราให้มากที่สุด เน้นให้คนรู้จักเป็นหลัก
  • Consideration เป็นส่วนที่เราต้องการให้คนรู้สึกสนใจในสิ่งที่เรานำเสนอ เพื่อตัดสินใจซื้อ
  • Conversion เป็นส่วนที่เราต้องการเปลี่ยนความสนใจของคนกลุ่มหนึ่งที่เคยมาดูข้อมูลของเรา ผันมาเป็นลูกค้า
Facebook Campaign - Sararif

ในบทความนี้ ทางสาระรีฟ จะมาอธิบาย เป็นรายแคมเปญเลย ว่าแต่ละอันทำหน้าที่อะไร และเอาใว้ใช้ทำอะไร เหมาะกับการยิงโฆษณาแบบใหน

1. BRAND AWARENESS

หากต้องการที่จะยิงโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักแบรนด์เรา โดยเน้นให้คนเห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้กับงบโฆษณาที่ใส่ไป โดยคนที่เห็นจะมีพฤติกรรมในการให้ความสนใจในโฆษณาที่ยิงไปด้วย ไม่ใช่แนวคนที่เลื่อนผ่านอย่างเดียว

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

หากเราต้องการที่จะสื่อถึง สโลแกนของสินค้า บริการ หรือแบรนด์องค์กร เพื่อให้คนจดจำ แต่ไม่ได้เน้นการสั่งซื้อ หรือ เพิ่มจำนวนคนเข้ามาในเว็บไซต์ ในโฆษณาตัวนั้น แต่เราเพียงต้องการเน้นให้คนเห็นมากที่สุด แต่ก็อยากให้คนเห็นจดจำแบรนด์ได้บ้างในสิ่งที่เราเสนอไปด้วยในคราวเดียวกัน การเลือกแคมเปญนี้จะตอบโจทย์กว่าครับ (เน้นปริมาณระดับหนึ่ง คุณภาพก็ประมาณนึง)

ทางสาระรีฟจะยกตัวอย่าง เช่น สมมติเราเป็นองค์กรทำการค้าเกี่ยว ของแช่แข็ง ฮาลาล โดยเราต้องการให้กลุ่มคนที่เห็น ได้จำสโลแกนในโฆษณา โดยมีข้อความแนวว่า สินค้าฮาลาลแช่แข็ง สะอาด ใส่ใจคุณภาพ โดยอาจจะมีขายหน่อย ๆ ปิดท้ายโพส ว่า ใครอยากได้สินค้าอะไร ติดต่อได้ที่ LINE , เบอร์โทรเป็นต้น

สังเกตุว่าโพสที่ยิงไปนี้ ไม่ได้เน้นขายเท่าใหร่นัก แต่เน้นให้คนจำในแบรนด์มากกว่า หากใครที่สนใจเพิ่มเติม (หลงเข้ามาในช่องทางที่เราเตรียมใว้) เราก็อาจจะสร้างยอดขายได้บ้าง

Facebook Campaign - ตัวอย่าง Brand Awareness

2. REACH

หากเราต้องการให้โฆษณาที่เน้นให้คนเห็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ภายใต้งบประมาณที่มี โดยมอบให้ทาง Facebook จัดการนำเสนอให้คนเห็นมากที่สุด โดยไม่เน้นว่าคนนั้นจะสนใจ หรือ หยุดดูโฆษณานั้นหรือเปล่า ขอแค่ผ่านตา หรือ ถ้าเห็นเราอีกสักรอบ อาจจะพอนึกได้ลาง ๆ ว่าเคยเห็นที่ใหนสักอย่าง (เน้นปริมาณ คุณภาพประมาณหนึ่ง)

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

เนื่องจากการยิงโฆษณาแบบนี้ ไม่ได้เน้นกระตุ้นให้เกิดการซื้อมากนัก แต่เน้นให้คนเห็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางสาระรีฟ แนะนำว่า หากกลุ่มเป้าหมายเป็น กลุ่มที่เราเคยยิงโฆษณาแล้วเคยเห็นแล้วบ้าง หากเราต้องการตอกย้ำ เพื่อสร้างยอดขาย ให้เขาตัดสินใจซื้อ การเลือกแคมเปญแบบ Reach ก็จะช่วยไปกระตุ้นให้เขาเห็นโฆษณาอีกครั้ง (Remarketing) ก็จะประหยัดขึ้นครับ เพราะคนเห็นที่เรากรอกใว้ มีส่วนที่มีคุณภาพระดับหนึ่ง แล้วคนเห็นก็จะมากขึ้นกว่าด้วย

ค่าโฆษณาจากแคมเปญนี้ จะวัดจากจำนวนคนเห็นเป็นหลัก หากเน้นให้คนเห็นมาก ๆ แคมเปญนี้จะถูกแสดงให้คนเห็นมากกว่าแคมเปญอื่น ด้วยงบประมาณเท่ากันครับ

ตัวอย่างนะครับ สมมติว่าเรายิงทุเรียนกวนไปตอนแรก เพื่อเน้นให้คนซื้อในราคา 280 บาท แต่มีคนที่เข้ามาดู เข้ามาแชทระดับหนึ่ง แต่ปิดการขายไม่ค่อยได้ อารมณ์เหมือนทักมาแล้ว แต่เงียบ หรือมาที่เม้นท์ กด Like Share หรือ Comment แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ

การที่เราไปกระตุ้นคนกลุ่มนี้ให้กลับมาซื้อใหม่ ด้วยการลดราคาเพียง 100 ชุดเท่านั้น (ส่วนจะ 100 ชุดจริงหรือเปล่า แล้วแต่ท่านเลย) เราก็จะยิงโฆษณาตัวนี้ออกไปแบบ Reach เพราะกลุ่มคนที่จะให้เห็น เป็นคนที่รู้สึกสนใจในสินค้าระดับหนึ่งแล้ว ไม่ต้องคิดมากเท่ากับคนที่ไม่เคยรู้จักเรา ดังนั้นการเลือกแคมเปญเพื่อเน้นคนเห็นก็ดูไม่เลว ที่จะช่วยให้เขากลับมาซื้อ ในงบประมาณเท่ากัน สังเกตุจากตัวอย่าง เราสามารถลดได้ตามวัน เวลา หรือ จำนวนชุดได้ครับ เพื่อให้คนรีบซื้อ (ดูแล้วคล้าย ซื้อของทางทีวีไหมครับ ที่หากคุณซื้อภายใน 10 นาที ลดเหลือ xxx บาททันที โทรมาได้ได้ xxxx)

Facebook Campaign - ตัวอย่าง Reach

3. TRAFFIC

หากคุณมี Website เป็นของตัวเอง แล้วต้องการให้คนเข้ามาใน Website นั้นให้มากที่สุด การเลือกแคมเปญแบบ Traffic จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับสิ่งที่จะยิงโฆษณาเหล่านั้น โดยแคมเปญนี้จะไปหาคนที่ชอบกด Link เป็นหลักให้เห็น แปลว่าถึงแม้คนนั้นจะสนใจ สินค้า หรือ บริการ ที่คุณกำลังจะนำเสนอ แต่ไม่ใช่เป็นกลุ่มคนที่ชอบกด Link (Facebook รู้ได้ไง? เดี๋ยวจะมาอธิบายเพิ่มให้ครับ) คุณก็อาจจะไม่เห็นโฆษณาตัวนี้ก็เป็นได้

คราวนี้มาดูกันว่า Facebook รู้จากใหน ก็ตัวคุณนั้นแหละที่เป็นคนบอกเขาเอง บอกได้การสไตล์การเล่น Facebook ของคุณว่าแต่ละวัน คุณทำอะไรบ้าง กด Link ไปอ่านบทความข้างนอกหรือเปล่า โฆษณาลักษณะดังกล่าวเคยมาแสดง คุณเคยสนใจไหม นั้นแหละที่ทำให้ Facebook เขาเลือกคนได้ว่า แคมเปญที่เราจะยิงโฆษณา กลุ่มคนแบบใหน จะเข้ามาเห็นโฆษณาตัวนั้นนั่นเอง (ไขข้อกระจ่างซักที)

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

แคมเปญแบบ Traffic จะเหมาะกับการที่คุณต้องการให้คนเข้ามาใน Website เป็นหลัก ซึ่งเราไม่สนใจว่าเขาจะชอบเมนท์ ชอบแชร์ หรือไม่ เน้นแค่ว่าเขาชอบเข้า Link คราวนี้ก็หน้าที่เราที่จะหาวิธีปิดการขายบน Website เหล่านั้น

Facebook Campaign - ตัวอย่าง Traffic

4. ENGAGEMENT

สำหรับแคมเปญแบบ Engagement นั้น จะมีอยู่ 4 วัตถุประสงค์หลัก ประกอบด้วย ให้คนมาคุยกันในโพส (Post Engagement), ให้คนมา Like เพจ (Page Like), ให้คนมาร่วมงานอีเวนท์ (Event Response) และ การเคลม (Offer Claim)

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

สำหรับการยิงแคมเปญนี้ ทาง Facebook จะเน้นกลุ่มคนที่ชอบ Comment, Like, Share เป็นหลัก ซึ่งหากโฆษณาที่เราต้องการยิงอยากได้อะไรแบบนี้ การเลือกแคมเปญแบบ Engagement จะประหยัดค่าโฆษณาที่สุด จากกลุ่มเป้าหมาย งบประมาณที่วาง และการมีส่วนรวมภายในโพสนั้น ๆ

Facebook Campaign - ตัวอย่าง Post Engagement

5. APP INSTALL

สำหรับใครที่ทำ Application ให้คนไปติดตั้ง ไม่ว่าเป็นเกมส์ หรือ App อะไรก็ตามที่เราพัฒนาขึ้น แล้วเราต้องการให้คนมาโหลด App เยอะ ๆ ทั้งใน Platform Android (Playstore) และ Apple (Appstore) ซึ่งส่วนนี้ มักจะเป็นบริษัทโฆษณา หรือ บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สตาร์ทอัพ (Startup) ทั้งหลายมักจะใช้กัน

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

แคมเปญนี้ จะเลือกก็ต่อเมื่อเรามีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้บน Application ที่เราพัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขาย App, ขายของใน App หรือ ค่าใช้บริการรายเดือนที่ผู้ใช้ต้องจ่ายให้ App แปลว่าถ้าเรามีธุรกิจประมาณนี้แล้วต้องการเพิ่มยอด เพื่อให้คนเข้าไปโหลดมากขึ้น การโฆษณาแบบลักษณะนี้จะตรงเป้ามากกว่าเรายิงแบบ Traffic ที่อธิบายไปข้างต้น สำหรับตัวอย่างข้างล่างได้มาจากตั้งใจไปดู วิดีโอ บน Facebook เลยนะ เพื่อให้โฆษณาขึ้นมา จะได้แคปภาพให้เห็นชัดมากขึ้น 555+

6. VIDEO VIEWS

ใครที่ทำ Page แนววิดีโอ เพื่อให้คนมาติดตามบนช่องทางของเรา แล้วมีวิดีโอตัวหนึ่ง เราอยากจะให้คนดูเยอะ ๆ การเลือกแคมเปญ แบบ VIDEO VIEWS จะช่วยทำให้ค่าโฆษณาที่ทำให้คนดูถูกกว่าการเลือกแคมเปญอื่น ๆ

ในแคมเปญ VIDEO VIEWS นี้ เราสามารถใส่กลุ่มเป้าหมายได้มากกว่ากว่าเดิม เมื่อเทียบกับแคมเปญอื่น ๆ เพื่อกรองคนที่จะเข้ามาดูที่สนใจจริง ๆ ให้มากขึ้น จะได้ไปเอาวิดีโอไปแสดงกับคนที่ไม่ค่อยจะสนใจ ซึ่งจะเปลืองเงินเปล่า ๆ โดยเราสามารถเลือกได้เลยว่าวิดีโอนี้จะให้เห็นกี่วินาที (เหมือนเวลาเราพร้อมกด ข้ามน่ะแหละ)

อีกทั้งเรายังสามารถเลือกคนที่เคยวิดีโอเรา จากคลิปก่อน ๆ ยังได้เลย ว่าจะให้คนกลุ่มใหนมาเห็นวิดีโอตัวนี้ เช่น คนที่เคยดูวิดีโอเรามาแล้ว 25% จนถึง 95% ของเวลาทั้งหมดวิดีโอมาเห็น แสดงว่า หากเราเลือก เปอร์เซนต์การดู 25% ของวิดีโอ สมมติ วิดีโอที่เขาเคยดู มี 100 นาที แปลว่า คนที่ดู 25 นาทีเป็นอย่างน้อย จะให้เห็นตัวนี้ เป็นต้น

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

สาระรีฟ แนะนำว่า แคมเปญนี้เหมาะที่จะใช้หาลูกค้าใหม่ ๆ ที่แบบยังไม่ได้รู้สึกอยากได้สินค้า หรือ บริการนั้นเท่าใหร่นัก (Cold Audience) เพื่อสร้างความสนใจหน่อย ๆ ให้คนเห็นวิดีโอตัวนั้น แล้วเราค่อยปล่อยโฆษณาอีกตัวส่งไปให้เขาอีกรอบ เพื่อกระตุ้นความอยากให้เขารู้สึกว่า ต้องซื้อแล้วแหละ (Hot Audience) โดยเลือกจากแคมเปญอื่น ๆ เข้ามาเสริมได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน สมมติทาง สาระรีฟ ออกมาแชร์เรื่องการกำหนดเป้าหมาย ผ่าน Live แล้วให้คนมาดู พอจบการบรรยาย ทางสาระรีฟ อาจจะยิงโฆษณาย้อนกลับไปหาคนที่เคยดู โดยใช้เวลา 50% ของเวลา Live เพื่อให้เห็น อีเวนท์ที่ทาง สาระรีฟจะจัดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่เห็นโฆษณาตัวนั้นอยากจะเข้ามาลงทะเบียน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

7. LEAD GENERATION

การที่เราต้องการให้คนมาลงทะเบียนบนฟอร์ม เพื่อเก็บข้อมูลบนฟอร์ม เพื่อไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยที่เราไม่ได้มีหน้าเวปเป็นของตัวเอง หรือ ไม่อยากไปที่ Google Form เราก็สามารถใช้ฟอร์มของทาง Facebook ได้เลย โดยที่ผู้ที่เห็นโฆษณาไม่จำเป็นต้องออกจาก App Facebook เลย ทุกอย่างเสร็จสรรพอยู่ใน Facebook แคมเปญนี้ก็จะใช้ในวัตถุประสงค์นั้น

แคมเปญนี้จะต่างกับ Traffic (เรียกคนเข้าเวป) แล้วให้เข้าไปกรอกฟอร์มนอกเวป แต่เราใช้ฟอร์มบน Facebook เพื่อข้อมูลของผู้กรอก โดยฟอร์มสามารถกรอกข้อมูลบางส่วนให้ได้เลย ที่ทาง Facebook เก็บข้อมูลของผู้ที่จะกรอกใว้แล้วจาก Profile ของผู้กรอก เพื่อเก็บ ชื่อ สกุล อีเมลล์ เบอร์โทร เป็นต้น

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

สำหรับใครที่ต้องการให้คนมาลงทะเบียน อะไรบางอย่าง เช่น จะมีจัดงานสัมนาเรื่องการตลาดออนไลน์ ที่โรงแรมสักแห่ง วันเวลา ตามที่ระบุใว้ในรายละเอียด เราเลือกวิธีการให้ได้ซึ่งข้อมูลของผู้เข้าร่วมได้ 2 แบบคือ ใช้ Google Form แล้วยิงแบบ Traffic หรือ เราจะใช้ฟอร์มของ Facebook เราก็จะใช้แคมเปญนี้

ทางสาระรีฟ แนะนำให้ลองเทสครับ ว่าระหว่างเราให้คนเข้าไปหน้าเวปอื่น หรือ เข้าไปในฟอร์มของ Facebook เองอันใหนให้ผลลัพธ์และค่าโฆษณาต่ำกว่า หากอันใหนต่ำกว่าก็เลือกอันนั้นเป็นหลักเลยครับ

8. MESSAGE

สำหรับใครที่อยากขายผ่านแชท ไม่ว่าจะมีการทำ Chat bot ที่ให้หุ่นยนต์ปิดการขายลูกค้าอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องใช้แอดมินมาตอบ การยิงแคมเปญในรูปแบบของ MESSAGE จะช่วยทำให้คนที่ชอบทักแชทเห็น ซึ่งจะช่วยให้ กลุ่มเป้าหมายที่ชอบคุยผ่านแชท มีโอกาสเห็นโฆษณาตัวนี้ และทำให้สามารถเข้ามาสอบถามข้อมูลสินค้าหรือบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนมาก ที่ทางสาระรีฟ ได้ลอง ๆ การปิดการขายในรูปแบบแชทนี้ ค่อยข้างตอบโจทย์กับคนไทยครับ เพราะเขามักจะชอบถาม มีของพร้อมส่งไหม ราคาเท่าใหร่ ขอดูสินค้าหน่อย เป็นต้น ซึ่งเราจะง่ายขึ้นในการปิดการขายกับคนที่มาถาม เพราะเขามีความสนใจระดับหนึ่งแล้ว ไม่งั้นเขาไม่ทักแชทมาครับ

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

กรณีเราต้องการปิดการขายผ่าน แชทเป็นหลัก โดยอาจจะมีการตั้งค่าการตอบกลับอัตโนมัติบางส่วน ใช้แอดมินตอบเองบางส่วน การเลือกแคมเปญนี้จะทำให้ต้นทุนในการทักแชทมีประสิทธิภาพดีกว่าการเลือกแคมเปญอื่นซึ่งมีวัตถุประสงค์ต่างกันครับ โดยเราสามารถเลือกได้เลยว่า เราจะให้โพสใหนเป็นโพสที่จะยิงโฆษณา หรือจะสร้างโพสซ่อน (อารมณ์ไม่อยากให้คู่แข่งรู้ว่า เรายิงโฆษณาแบบใหนแล้วคนชอบ) โดยที่คนเห็นคลิกเข้ามา จะเข้าไปหน้าแชทเพื่อคุยต่อ ในการให้แอดมินปิดการขายยอดนั้น ๆ ต่อไปครับ

9. CONVERSION

วัตถุประสงค์ของแคมเปญแบบ Conversion จะใช้ควบคู่กับ Website ของเรา ที่ใส่ Facebook Pixel ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องเขียนโปรแกรมนิดหน่อย โดยที่เราจะให้ Facebook เข้าไปจับการใช้งานของคนใน Website ว่าใช้อะไรบ้าง ใช้ส่วนใหน ใช้ยังไง ค้างอยู่ขั้นตอนอะไร (เดี๋ยวจะมาเขียนบทความเรื่อง Pixel เพิ่มนะครับ)

สิ่งที่ Facebook จับได้ จะอยู่ในรูปแบบ Event ที่เราออกแบบ หรือ ใช้ Event สำเร็จรูปมาตรฐานจากทาง Facebook เองเพื่อ จะยิงโฆษณาตัวถัดไป เพื่อปิดการขายอีกครั้ง เพราะการที่เราสามารถเลือกคนได้นั้น จะทำให้คนที่เห็นโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะไม่งั้นเขาไม่เข้ามาใน Website เราตั้งแต่แรก นั่นเอง

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

หากเรามี Website ที่เปิดมาเพื่อใช้งานในวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น เว็บไซต์ขายของ ตัวอย่างเช่น www.pinsouqstore.com ที่ทางสาระรีฟทำใว้ ให้คนสามารถเข้ามาซื้อสินค้าอาหารแช่แข็ง โดยภายในได้มอบหมายให้ Facebook ช่วยทำการกรองคนในเว็บไซต์ ว่าเขามีความสนใจระดับใหน โดยลักษณะความสนใจ ที่ทาง Website นี้กรองจะมีประมาณนี้ครับ

  • คนเข้ามาหน้าเว็บไซต์ แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากดูสินค้า
  • คนเข้ามาหน้าเว็บไซต์ แล้วดูหมวดหมู่สินค้า
  • คนเข้ามาค้นหาสินค้า
  • คนเข้ามาหน้าเว็บไซต์ แล้วใส่ของลงตะกร้า แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ
  • คนเข้าไปหน้าชำระเงิน แต่ยังไม่ชำระ
  • คนที่ตัดสินใจซื้อสินค้าและจ่ายเงินแล้ว

สังเกตุไหมครับ ว่าในแต่ละขั้นตอน ความรู้สึกอยากได้ลูกค้าต่างกัน หากเราเอาโฆษณาที่กระตุ้นให้เขาซื้อของ ได้ตรงจุด ก็จะทำให้ยอดเราเพิ่มขึ้น เช่น ในหมวด กดของใส่ตะกร้า แต่ยังไม่ซื้อ เราก็ทำโพสสินค้าตัวนั้น แล้วยิงโฆษณากลับไปหาลูกค้า แล้วมอบส่วนลด ก็จะช่วยให้เขากลับเข้ามาสานต่อการซื้อสินค้า จนสู่ขั้นตอนจ่ายเงินได้นั่นเอง

10. CATALOGUE SALES

กรณีเรามีสินค้าอยู่เยอะ ที่อยากจะขาย แล้วอยากจะโฆษณาขายทุกตัวเลย แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า งบไม่ได้มีมากพอที่จะทำแยกทีละตัว อันนี้ทาง Facebook เองก็จะมีแคมเปญสำหรับการยิงโฆษณาลักษณะนี้ โดยที่เราสามารถนำเสนอสินค้าทั้งหมด เข้ามาใส่ใน Facebook โดยคนที่กดเข้าดูรายการสินค้า ยังไม่จำเป็นต้องเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ของเราก่อน แต่ก็สามารถดูสินค้าคร่าว ๆ ทั้งหมด ชอบตัวใหนค่อยกดสั่งซื้อ เพื่อไปหน้าชำระเงิน หรือ จะให้เข้าไป Add Line เพื่อปิดการขายต่อนั่นเอง

โดยการโฆษณาแคมเปญนี้ Facebook จะไปเลือกสินค้าจากทั้งหมดของเรามาแสดงเอง ว่าคนนั้นชอบอะไร อยากเห็นสินค้าอะไร ก็จะนำมาแสดงอัตโนมัติ โดยที่เราแทบไม่ต้องสร้างใหม่เป็นรายสินค้าเลย

พูดง่าย ๆ สร้างแคมเปญอันเดียว เดี๋ยว Facebook เลือกสินค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายอยากได้ มาแสดงในหน้าเองครับ เราแค่จ่ายเงินก็พอ (สบายสุด ๆ )

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

กรณีเรามีเว็บไซต์ E-commerce ที่มีสินค้าอยู่มากมาย แล้วจะให้เราสร้างโฆษณาเพื่อมายิงทีละอันก็คงจะไม่พักได้ทำอะไร เราสามารถให้หน้าเว็บไซต์เรา มาเชื่อมกับ Facebook แล้วอนุญาติให้ Facebook ดึงสินค้าทั้งหมดในระบบมาแสดงในหน้าสารระบบบน Fanpage อัตโนมัติ ยิ่งหากมีสินค้า 1000 ชิ้นกรอกทุกชิ้นคงจะไม่ไหวใช่ไหมละ ตัวอย่างก็ที่ สาระรีฟ ทำให้กับ Page Pinsouq Store – จำหน่ายอินทผาลัมสด เนื้อโคขุน ปลีก ส่ง สังเกตุได้ว่า สินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์จะใส่ใน Facebook Shop อัตโนมัติ เรามีหน้าที่ไปจัดการข้อมูลสินค้าที่เดียวบน Website ก็พอครับ

หากทาง สาระรีฟ จะยิงโฆษณาในแคมเปญนี้ Facebook จะดึงสินค้าทั้งหมดมาแสดงเองเลยครับ ใครอยากได้เนื้อสไลซ์ โฆษณาเนื้อก็จะขึ้นเลยตามไปหลอกหลอนจนกว่าจะซื้อ 555+

สินค้าที่ขึ้นไปแสดงบนหน้าโฆษณานั้น ทางผมไม่ต้องไปนั่งสร้างใหม่เลยครับ กดสร้างแค่ครั้งเดียว แล้วเตรียมใว้จ่ายค่าโฆษณาก็พอ

สำหรับที่ทาง สาระรีฟ เก็บภาพมาจากในหน้า Feed ส่วนตัว ก็จะเห็นการยิงโฆษณาแบบนี้อยู่ครับ ซึ่งรูปข้างล่างจะเป็นภาพของการยิงครับ กดเข้าไปในภาพ เหมือนจะขึ้นรายการสินค้าเขาทั้งหมดเลย โดยที่ยังไม่ได้เข้าไปหน้าเว็บไซต์เขาทีนะ แต่เราเห็นสินค้าภาพรวมไปก่อนแล้ว (รูปนี้ผมไม่ได้โฆษณาจากเขานะ พอดีเอาของจริงที่เห็นบน Feed เก็บใว้ แต่ถ้าเจ้าของมาเห็นจะสนับสนุนก็ยินดี 555+)

11. STORE TRAFFIC

หากโฆษณาที่ต้องการยิง อยากจะให้คนในละแวกนั้น ๆ เห็น ซึ่ง ร้านของท่านอาจจะเป็นธุรกิจท้องถิ่น ร้านอาหาร ร้านขายของชำ และต้องการสื่อให้คนที่อยู่ในย่านนั้น ๆ ได้เห็นโฆษณา จะได้นึกถึงเมื่ออยากใช้บริการ เพื่อนำไปสู่การเข้ามาหน้าร้าน การเลือกแคมเปญแบบ Local Awareness จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงเป้ามากกว่า

ผลลัพธ์ของการโฆษณาแบบนี้ จะเน้นให้คนที่เห็น หรือ สนใจ กดโฆษณาเพื่อโทรติดต่อหา (Call Now) หรือ ส่งข้อความ (Send Message) เพื่อสอบถามอะไรบางอบ่าง โดยที่โฆษณาที่ยิงไม่ได้เน้นการขายสินค้าตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แต่เพียงให้คนได้รู้จักว่ามีร้านแบบนี้อยู่ และได้ทำความรู้จักกันเผื่อได้มาเป็นลูกค้าในอนาคต

เราจะเลือกแคมเปญนี้ตอนใหน?

หากเรามีหน้าร้าน อยากให้คนมาที่ร้านมากขึ้น โดยไม่ได้อยากจะให้คนที่เห็นโฆษณาแต่ไม่สามารถมาใช้บริการได้ เช่น ร้านอยู่ยะลา แต่คนเชียงใหม่เห็น โอ้วจะได้เป็นลูกค้าไหมเนี่ย?! (เปลืองค่าโฆษณาเปล่า ๆ)

หากจะให้คนรอบข้างเห็น เราก็จะใช้แคมเปญ STORE TRAFFIC เอาครับ เพื่อให้คนในรัศมีร้านที่เรากำหนด จะได้สร้างยอดขายได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น เปิดร้าน Fitness ที่ให้คนมาออกกำลังกาย เป็นต้นครับ

ถามว่าเลือกแคมเปญแบบอื่นแล้วค่อยไปกำหนดรัศมีเองนั้นทำได้ไหม คำตอบทำได้ครับ แต่ส่วนตัวคิดว่าหากเลือกแคมเปญให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ค่าโฆษณาที่ทาง Facebook เก็บน่าจะถูกกว่าครับ ทั้งนี้ต้องทดลองดูครับ อันใหนถูกก็ใช้อันนั้นครับ

สุดท้ายแล้ว หากใครอยากถาม หรือพูดคุย Add Line (คลิ๊ก) หรือ ทัก Chat Facebook (คลิ๊ก) แล้วแต่สะดวกได้เลย มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ หวังว่าเนื้อหานี้คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่า สาระรีฟ คืออะไรสามารถอ่านได้ ที่นี่เลยครับ สาระรีฟ.com ส่วนนี้จะอธิบายว่าบทความต่าง ๆ ที่จะมาแชร์กันมีเรื่องอะไรกันบ้าง หวังว่าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

Sharif Densumite
Sharif Densumitehttp://www.sararif.com
Chief Executive Officer - Has Order Co, Ltd.
RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments